พายุเฮอริเคนเออร์มา กระหน่ำฟอริด้าเสียหายหนักในรอบ 10 ปี

พายุเฮอริเคนเออร์มา เป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกล่าสุดที่เกิดขึ้นและสร้างความเสียหายแก่ประเทศในแถบทะเลแคริเบียนและอ่าวเม็กซิโก ล่าสุดพายุเฮอริเคนเออร์มาได้ขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งรัฐฟอริด้าสร้างความเสียหายอย่างหนักโดยพายุได้พัดขึ้นฝั่งด้วยความเร็วลมประมาณ 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือ เทียบเป็นเฮอร์ริเคนระดับ 4 ที่ผัดขึ้นฝั่ง และพายุเฮอริเคนเออร์มาจัดว่าเป็นพายุที่มีความรุนแรงมากที่สุดที่เกิดขึ้นในแอ่งแอตแลนติกและนอกทะเลแคริเบียน อ่าวเม็กซิโก ซึ่งมีความรุนแรงเทียบเท่าพายเฮอร์ริเคนวันแรงงานในปี 1935 นับว่าเป็นเฮอริเคนลูกที่ 2 ที่ก่อตัวในแถบแอ่งแอตแลนติก นอกจากนี้ยังอยู่จัดว่าเป็นพายุเฮอร์ริเคนที่สุดแรงที่สุดในรอบกว่า 10 ปีนอกตั้งแต่พายุเฮอร์ริเคนวิลมาในปี 2005 รวมถึงเป็นพายุลูกแรกที่พัดขึ้นฝั่งด้วยความเร็วลมสูงที่สุดโดยไม่มีการอ่อนกำลังลงเลย พายุเฮอริเคนเออร์มา เป็นหนึ่งในพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวขึ้นในแอตแลนติกซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลของการเกิดพายุหมุนเขตร้อน โดยพายุเริ่มก่อตัวขึ้นบริเวณใกล้กับกาบูเวร์ดี เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2017 ซึ่งจัดว่าเป็นพายุเฮอริเคนลูกที่ 4 ที่ก่อตัวขึ้นทางฝั่งแอตแลนติก และด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมทำให้พายุเฮอริเคนเออร์มาเพิ่มกำลังขึ้นอย่างรวดเร็วโดยพายุมีกำลังแรงระดับ 5 ในวันที่ 5 กันยายน 2017 และได้พัดขึ้นชายฝั่งฟอริด้าของสหรัฐด้วยความเร็วลมถึง 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง นับว่าเป็นเฮอร์ริเคนลูกที่ 2 ที่มีความเร็วลมสูงที่สุดนับตั้งแต่พายุเฮอร์ริเคนแอลลินปี 1980 นอกจากนี้เฮอร์ริเคนเออร์มายังจัดว่าเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่รักษาความเร็วลมระดับ 5 ไว้นานที่สุดด้วย

Continue Reading

แผ่นดินไหว เมืองวาลดีเวีย ชิลี 1960

แผ่นดินไหวครั้งนี้จัดว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในโลก และมันถูกบันทึกให้เป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 100 ปี แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นใต้ทะเล บริเวณชายฝั่งใกล้กับเมืองวาลดิเวีย ทางตอนใต้ของประเทศชิลีแผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดจากแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นคือ แผ่นสมุทรนาซก้า และ แผ่นทวีปอเมริกาใต้ เมื่อทั้งสองแผ่นเกิดการดันกันจนอีกแผ่นหนึ่งมุดตัวจนเกิดการดีดขึ้นของแผ่นเปลือกโลกอีกแผ่นหนึ่ง จนกระทั่งในที่สุดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เกิดขึ้นวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 1960 แผ่นดินไหวเกิดขึ้นในช่วงเช้าเกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงนาน 5 นาที บริเวณชายฝั่งเมืองวาลดิเวีย ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุดได้รับความเสียหายอย่างหนัก บ้านเรือนพังทลาย เกิดหินถล่มลงเทือกเขา หลังจากแผ่นดินไหวประมาณ 15 นาที เกิดคลื่นสึนามิ ความสูง 40 เมตรเข้าถล่มชายฝั่งของเมืองวาลดิเวียและบริเวณชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ คลื่นยักษ์ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าพัดถล่มหมู่เกาะฮาวายที่อยู่ห่างออกไปถึง 6,000 กิโลเมตร ซึ่งความสูงของคลื่นยังอยู่ที่ 13 เมตร นอกจากนี้คลื่นเดินทางข้ามไปถึงชายฝั่งญี่ปุ่นโดยคลื่นยังคงมีพลังงานความสูงถึง 8 เมตร แผ่นดินไหวที่วาลดิเวีย วัดความรุนแรงได้ 9.5 แมกนิจูด ซึ่งมีความรุนแรงมากที่สุดในแผ่นดินไหวรอบ 100 ปี ถูกจัดว่าเป็นแผ่นดินไหวระดับเมกะเทรสต์ หลังเหตุการณ์สงบลงเกิดออฟเตอร์ช็อกตามมาอีกกว่า 1,000 ครั้ง รวมถึงอีก 19 วันต่อมาภูเขาไฟปูเยเว่ ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวเกิดการระเบิดขึ้นภายหลัง เหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตประมาณ

Continue Reading

แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2555

แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือว่าเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรง โดยเกิดขึ้นในวันที่ 11 เมษายน ปี พ.ศ. 2555 เวลาประมาณ 15.38 น.ตามเวลาในประเทศไทย ขนาดความรุนแรง 8.6 แมกนิจูด แผ่นดินไหวดังกล่าวนับว่ามีความรุนแรงและเป็นแผ่นดินไหวใต้ทะเล ซึ่งแผ่นดินไหวนี้เกิดขึ้นในบริเวณจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่เกิดในวันที่ 26 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2547 และเกิดสึนามิซัดถล่มตามชายฝั่งรอบมหาสมุทรอินเดีย แผ่นดินไหวครั้งนี้ห่างจากเมืองบันดาอาเจะห์ไป 500 กิโลเมตร ซึ่งแรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารบ้านเรือนเสียหายเล็กน้อย ซึ่งทางภาคใต้ของไทยรับรู้แรงสั่นสะเทือนด้วย หลังจากแผ่นดินไหวดังกล่าวประชาชนทั้งในอินโดนีเซียและอินเดียต่างพากันตื่นตกใจและรีบอพยพขึ้นที่สูงหนีคลื่นสึนามิ นอกจากนี้ทางศูนย์เตือนภัยสึนามิเตือนให้ประชาชน 28 ประเทศรอบมหาสมุทรอินเดียอพยพขึ้นที่สูง รวมทั้งประเทศไทยด้วย ต่อมาทางศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารมหาสมุทรแห่งชาติอินเดีย ประกาศยกเลิกการเตือนสึนามิ ในเวลาประมาณ 20.30 น. ตามเวลาในไทย เนื่องจากพบคลื่นขนาดเล็กเท่านั้น ด้วยทางศูนย์ระบุว่าแผ่นดินไหวดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวของรอยเลื่อนแบบทรานส์ฟอร์ม หรือ การเคลื่อนไหวในแนวนอน ซึ่งไม่ก่อสึนามิขึ้นใหญ่เหมือนกับปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเกิดจากการมุดตัวของรอยเลื่อน  เหตุการณ์ในครั้งนี้มีความเสียหายเล็กน้อยและมีผู้เสียชีวิตเพียง 5 รายเท่านั้น ซึ่งคลื่นสึนามิขนาดเล็กมีความสูง 50 เซนติเมตรเท่านั้นเดินทางมาถึงชายฝั่งทะเลอันดามันประมาณ 18.00 น. แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งซึ่งครั้งรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี

Continue Reading

สึนามิที่สูงที่สุดในโลก

บนโลกเรานั้นมีภัยธรรมชาติมากมายที่พร้อมจะคร่าชีวิตผู้คนบนโลก แต่ก็มีบางเหตุการณ์ที่นับว่ามนุษย์โชคดีอย่างมากที่เจอกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและแถบจะไม่มีผู้เสียชีวิตเลย เหตุการณ์ของคลื่นสึนามิที่สูงที่สุดในโลก ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของภัยธรรมชาติของโลก สึนามิดังกล่าวมีความสูงกว่าตึกเอ็มไพร์สเตทถึง 2 เท่า ความสูงของคลื่นที่บันทึกได้คือ 545 เมตร ย้อนกลับไปวันที่ 9 กรกฎาคม ปี 1958 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.7 – 7.8 แมกนิจูด ศูนย์กลางใกล้ๆกับอ่าวลิทูย่า รัฐแอลาสก้า ประเทศสหรัฐอเมริกา แรงสั่นสะเทือนบริเวณเทือกเขาของอ่าวก่อให้เกิดการถล่มของแผ่นดิน หินและดินบนภูเขาขนาดราว 915 เมตรถล่มลงสู่อ่าวเบื้องล่างที่ความสูง 230 เมตร การถล่มดังกล่าวก่อให้เกิดการย้ายมวลน้ำมหาศาล ท่วมบริเวณฝั่งโดยรอบอ่าว ต้นไม้ถูกกวาดเรียบและคลื่นยังกระจายซัดถล่มชายฝั่งรอบๆอ่าวด้วย นับว่าโชคดีที่สึนามิครั้งก่อเกิดความเสียหายในวงแคบเท่านั้น เนื่องจากอ่าวลิทูย่าเป็นอ่าวแคบ และเป็นจุดที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ซึ่งในเหตุการณ์มีผู้ประสบเหตุราว 6 คน คือคู่พ่อลูกที่อยู่ในจุดที่ใกล้คลื่นยักษ์ที่สุด เรือพวกเขาถูกคลื่นซัดเกยขึ้นไปบนเขา แม้ว่าภัยธรรมชาติครั้งนี้จะกินเวลารวดเร็ว แต่มีความรุนแรงมหาศาลถ้าหากว่าคลื่นนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองใหญ่ มีประชากรอาศัยอยู่มาก ก็อาจเกิดความเสียชีวิตและทรัพย์สินมากกว่านี้ก็ได้ แม้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นอีกซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญต้องเฝ้าระวังแผ่นหินที่มีแนวโน้มว่าจะถล่มลงอ่าว ทั้งนี้สึนามิที่เกิดแผ่นดินถล่มนั้นเกิดจากแผ่นหินขนาดใหญ่มากพอที่จะสามารถย้ายมวลน้ำอย่างรวดเร็วและรุนแรง  

Continue Reading

น้ำป่าไหลหลาก

น้ำป่า เป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งใหญ่มักเกิดขึ้นบริเวณแม่น้ำ ลำธาร รวมไปถึงป่าเขาด้วย น้ำป่าเกิดจากการที่ดินไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ ทำให้น้ำปริมาณมากไหลบ่าลงมาตามเชิงเขา รวมไปถึงแม่น้ำที่มีปริมาณน้ำมากเกินไปจึงก่อให้เกิดน้ำท่วมได้เช่นกัน สาเหตุของน้ำป่าไหลหลากนั้นเกิดจากการที่มีฝนตกในปริมาณที่มากจนเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากการตกติดต่อกันนานหลายวัน โดยดินที่ถูกฝนตกนานๆไม่สามารถดูดซับน้ำไว้ได้ ทำให้เมื่อดินไม่สามารถซับน้ำไว้ได้ ทำให้เกิดการอ่อนตัวของดิน น้ำฝนที่ตกลงมาจะเกิดเป็นน้ำปริมาณมหาศาล ไหลลงมาเชิงเขา ซึ่งน้ำจะรวมตัวกันอย่างรวดเร็วเมื่อลงถึงจุดต่ำสุด และอาจไหลลงแม่น้ำหรือลำธาร ก่อเกิดปริมาณน้ำมหาศาลไหลเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ โดยรอบ น้ำป่าไม่จำเป็นต้องเกิดจากฝนตกเสมอไป สามารถเกิดได้จากน้ำแข็งหรือหิมะ บริเวณเชิงเขาซึ่งเมื่อหิมะและน้ำแข็งละลายในช่วงหน้าร้อน น้ำที่เกิดหิมะละลายนั้นจะไหลลงมาพร้อมเอาแผ่นน้ำแข็งที่ยังไม่ละลามลงมาด้วย หรือแม้แต่เขื่อนกั้นหน้าแตก ก่อให้เกิดน้ำป่าได้เช่นกัน น้ำป่านั้นเมื่อเกิดขึ้นจะเกิดขึ้นเร็วมาก ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ยังตั้งตัวไม่ทัน ก่อให้เกิดความเสียหากต่อชีวิต บ้านเรือนต่างๆในจุดที่น้ำไหลผ่าน มีรายงานการสูญเสียชีวิตจากน้ำป่ามากมายในหลายๆประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในรถ ซึ่งรถที่วิ่งข้ามเส้นทางที่น้ำป่าไหลหลากนั้นเป็นอันตรายอย่างมาก แม้ว่าน้ำมีความสูงเพียง 10 เซนติเมตรก็ตาม ซึ่งพลังงานของน้ำก็สามารถพัดรถยนต์ไปได้ไกลหลายกิโลเมตร

Continue Reading