พายุฝนฟ้าคะนอง

พายุฝนฟ้าคะนองเป็นพายุชนิดหนึ่งที่ถูกจัดลักษณะโดยปรากฏการณ์จากผลกระทบของ แสง และ เสียง บนบรรยากาศของโลก โดยทั่วไปสามารถก่อตัวและพัฒนาในพื้นที่เฉพาะทางภูมิศาสตร์บางพื้นที่ บางครั้งพื้นที่ที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองถี่มักอยู่แถบเส้นละติจูดกลาง ที่ซึ่งอากาศอุ่นชื้นมักปะทะกับอากาศที่เย็นกว่า  พายุฝนฟ้าคะนองก่อให้เกิดการพัฒนาและก่อตัวของปรากฏการณ์สภาวะอากาศที่รุนแรงมากมาย พายุฝนฟ้าคะนองและปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นตามมาก่อให้เกิดความเสี่ยงและอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อประชากรโลกและสภาพภูมิประเทศ ความเสียหายซึ่งเป็นผลลัพธ์จากพายุฝนฟ้าคะนองสร้างความเจ็บปวดและสูญเสียโดยตรงทั้งโดยลมกระโชกรุนแรง, ลูกเห็บขนาดใหญ่ และ น้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากฝนถล่มหนัก พายุฝนฟ้าคะนองที่หนักกว่าสามารถก่อให้เกิด ทอร์นาโด และ พายุหมุน การศึกษาในปี 1953 พบว่าพายุฝนฟ้าคะนองโดยเฉลี่ยที่เกิดเกินหลายชั่วโมงก่อให้เกิดพลังงานเทียบเท่าระเบิดอะตอมมิคบอมบ์ 50 ลูก ที่ถูกทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ผลของพายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดจากการเคลื่อนตัวขึ้นลงอย่างรวดเร็วของอากาศที่อุ่นและชื้น มันก่อให้เกิดมวลอากาศที่อุ่นและชื้นขึ้นภายในและด้านหน้าของกลุ่มพายุฝนฟ้าคะนองนั้น ในขณะที่มวลอากาศอุ่นและชื้นเคลื่อนตัวขึ้นลงนั้น มันเกิดความเย็น,กลั่นตัวจนควบแน่นและก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนเมฆที่แผ่ตัวต่ำปกคลุมทั่วท้องฟ้าจนมาถึงความสูงเกิน 20 กม. ในขณะที่อากาศซึ่งลอยตัวสูงขึ้นจนมาถึงจุดที่กลั่นตัวเป็นหยดน้ำ, เม็ดหยดน้ำและน้ำแข็งก่อตัวและเริ่มตกลงครอบคลุมระยะทางไกลผ่านก้อนเมฆแล้วจึงตกลงสู่ผืนโลก ในขณะที่เม็ดฝนตกลงมานั้นมันปะทะกันกับเม็ดฝนอื่นและเริ่มใหญ่ขึ้นๆ

Continue Reading

พายุหมุนเขตร้อน

พายุหมุนเขตร้อน เป็นพายุที่ได้พัฒนามาจากศูนย์กลางของหย่อมความกดอากาศต่ำโดยทั่วไปรูปแบบพายุหมุนเขตร้อนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นกับความสัมพันธ์กับน้ำอุ่น โดยพายุจะได้รับพลังงานผ่านการระเหยของน้ำบริเวณพื้นผิวมหาสมุทร ซึ่งในที่สุดน้ำเหล่านั้นจะควบแน่นอีกครั้งและเข้าไปอยู่ในกลุ่มเมฆและฝน เมื่ออากาศชื้นและความเย็นอิ่มตัว ซึ่งแหล่งพลังงานนี้จะแตกต่างกับพายุหมุนละติจูดกลาง ตัวอย่างเช่น นอร์อิสเทิร์น และพายุลมยุโรป ซึ่งได้รับพลังพลักดันหลักจากความแตกต่างของอุณหภูมิในแนวนอน โดยลมหมุนวนรอบอย่างรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนนั้นเป็นผลมาจากการอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุม ซึ่งเกิดจากสภาวะการหมุนรอบตัวเองของโลก ขณะที่อากาศไหลเข้ามาสู่แกนกลางของการหมุนนอกจากลมแรงและฝนตก พายุหมุนเขตร้อนมีความสามารถในการสร้างคลื่นสูง และก่อให้เกิดความเสียหายจากน้ำขึ้นจากพายุ และทอร์นาโด ซึ่งมักจะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่พายุอยู่บนแผ่นดิน เนื่องจากถูกตัดขาดจากแหล่งพลังงานหลักของมัน จากเหตุผลนี้ ทำให้บริเวณชายฝั่งทะเล มักมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากพายุหมุนเขตร้อนมากกว่า เมื่อเทียบกับในแผ่นดิน อย่างไรก็ตามในแผ่นดินเองก็เกิดความเสียหายได้จากน้ำท่วมบนแผ่นดิน จากฝนตกหนัก และน้ำขึ้นจากพายุสามารถก่อให้เกิดน้ำท่วมบนแผ่นดินได้กว้างถึง 40 กิโลเมตร จากชายฝั่งทะเล แม้ว่าพายุหมุนเขตร้อนจะส่งผลกระทบต่อประชากรมนุษย์มหาศาล แต่พายุยังสามารถช่วยบรรเทาภาวะภัยแล้งได้ความรุนแรง”ของพายุ หมายถึง ความเร็วลมสูงสุดของพายุ ซึ่งจะตรวจวัดเฉลี่ยใน 1 นาที หรือ 10 นาทีเป็นมาตรฐาน โดยอ้างอิงที่ความสูง 10 เมตร ตัวเลือกของการวัดลมโดยเฉลี่ย รู้จักกันดีในชื่อ การจัดระดับพายุ

Continue Reading

สึนามิที่สูงที่สุดในโลก

บนโลกเรานั้นมีภัยธรรมชาติมากมายที่พร้อมจะคร่าชีวิตผู้คนบนโลก แต่ก็มีบางเหตุการณ์ที่นับว่ามนุษย์โชคดีอย่างมากที่เจอกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและแถบจะไม่มีผู้เสียชีวิตเลย เหตุการณ์ของคลื่นสึนามิที่สูงที่สุดในโลก ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของภัยธรรมชาติของโลก สึนามิดังกล่าวมีความสูงกว่าตึกเอ็มไพร์สเตทถึง 2 เท่า ความสูงของคลื่นที่บันทึกได้คือ 545 เมตร ย้อนกลับไปวันที่ 9 กรกฎาคม ปี 1958 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.7 – 7.8 แมกนิจูด ศูนย์กลางใกล้ๆกับอ่าวลิทูย่า รัฐแอลาสก้า ประเทศสหรัฐอเมริกา แรงสั่นสะเทือนบริเวณเทือกเขาของอ่าวก่อให้เกิดการถล่มของแผ่นดิน หินและดินบนภูเขาขนาดราว 915 เมตรถล่มลงสู่อ่าวเบื้องล่างที่ความสูง 230 เมตร การถล่มดังกล่าวก่อให้เกิดการย้ายมวลน้ำมหาศาล ท่วมบริเวณฝั่งโดยรอบอ่าว ต้นไม้ถูกกวาดเรียบและคลื่นยังกระจายซัดถล่มชายฝั่งรอบๆอ่าวด้วย นับว่าโชคดีที่สึนามิครั้งก่อเกิดความเสียหายในวงแคบเท่านั้น เนื่องจากอ่าวลิทูย่าเป็นอ่าวแคบ และเป็นจุดที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ซึ่งในเหตุการณ์มีผู้ประสบเหตุราว 6 คน คือคู่พ่อลูกที่อยู่ในจุดที่ใกล้คลื่นยักษ์ที่สุด เรือพวกเขาถูกคลื่นซัดเกยขึ้นไปบนเขา แม้ว่าภัยธรรมชาติครั้งนี้จะกินเวลารวดเร็ว แต่มีความรุนแรงมหาศาลถ้าหากว่าคลื่นนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองใหญ่ มีประชากรอาศัยอยู่มาก ก็อาจเกิดความเสียชีวิตและทรัพย์สินมากกว่านี้ก็ได้ แม้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นอีกซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญต้องเฝ้าระวังแผ่นหินที่มีแนวโน้มว่าจะถล่มลงอ่าว ทั้งนี้สึนามิที่เกิดแผ่นดินถล่มนั้นเกิดจากแผ่นหินขนาดใหญ่มากพอที่จะสามารถย้ายมวลน้ำอย่างรวดเร็วและรุนแรง  

Continue Reading

ธรรมชาติสุดโหด ตอน หิมะ

หิมะ เป็นรูปหนึ่งของการตกลงมาของน้ำจากบรรยากาศ อยู่ในรูปของผลึกน้ำแข็งจำนวนมากเรียก เกล็ดหิมะ จับตัวรวมกันเป็นก้อน ดังนั้นหิมะจึงมีเนื้อที่หยาบเป็นเกล็ด และมีโครงสร้างที่กลวงจึงมีความนุ่มเมื่อสัมผัส หิมะนั้นเกิดจากละอองน้ำเกิดการเกาะรวมตัวกันในชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำว่า 0 °C (32 °F) และตกลงมา นอกจากนี้หิมะยังสามารถผลิตได้จากเครื่องสร้างหิมะเทียม (snow cannon)ความสมมาตรของส่วนที่ยื่นออกมาของเกล็ดหิมะนั้น จะเป็นสมมาตรแบบหกด้านเสมอ เนื่องมาจากเกล็ดน้ำแข็งปกตินั้นมีโครงสร้างผลึกหกเหลี่ยม (หรือที่รู้จักกันในชื่อ ice Ih) บนระนาบฐาน (basal plane) คำอธิบายถึงความสมมาตรของเกล็ดหิมะนั้นโดยทั่วไป มีอยู่ 2 คำอธิบาย คือ อาจเป็นไปได้ที่จะมีการสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างส่วนที่ยื่นออกของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของแต่ละก้านนั้นส่งผลถึงกัน ตัวอย่างของรูปแบบที่ใช้ในการสื่อสารนั้นอาจเป็น ความตึงผิว หรือ โฟนอน (phonon) คำอธิบายที่สองนี้จะค่อนข้างแพร่หลายกว่า คือ แต่ละก้านของเกล็ดหิมะนั้นจะงอกออกโดยไม่ขึ้นแก่กัน ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิ ความชื้น และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเทียบกับขนาดของเกล็ดหิมะแล้วเชื่อว่าสภาพแวดล้อมจะมีสภาพที่เหมือนกันในช่วงขนาดสเกลของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของก้านในแต่ละด้านนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหมือนกัน จึงทำให้ลักษณะการงอกออกนั้นเหมือนกัน ในลักษณะเดียวกับที่รูปแบบการเติบโตของวงแหวนอายุในแกนของต้นไม้ในสภาพแวดล้อมเดียวกันจะมีรูปร่างเหมือน ๆ กัน ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่ระดับสเกลใหญ่กว่าเกล็ดหิมะนั้นส่งผลให้รูปของเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ดนั้นมีรูปร่างที่แตกต่างกัน และหิมะเกิดจากการละอองน้ำในอากาศที่แปรสภาพเป็นของแข็งเพราะอุณหภูมิต่ำ

Continue Reading

หมอกอันทำให้เกิดความอันตราย

ต้องบอกเลยว่าเป็นภัยพิบัติที่อันตรายสร้างความเดือดร้อนให้กับทุกคนเป็นอย่างมากมาย วันนี้เรามาเล่าเรื่องของหมอกกันนะครับ  หมอกเป็นตัวการสำคัญตัวหนึ่งในการลดประสิทธิภาพการมองเห็น ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในทางคมนาคมเช่น เรือ เครื่องบิน รถไฟ และรถยนต์ โดยส่วนมากหมอกทำให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะไม่สามารถมองเห็นซึ่งกันและกันทำให้เกิดการชนหรือปะทะขึ้น อุบัติเหตุอันมีสาเหตุมาจากหมอกหรือทัศนวิสัยไม่ดีเช่น 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 เครื่องบินรุ่น บี-25 มิตเชลล์ พุ่งชนเข้ากับตึกเอ็มไพร์สเตตเพราะหมอกลงจัด[ต้องการอ้างอิง] 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1956 เกิดการชนปะทะกันของเรือเดินสมุทร เอสเอสแอนเดรียโดเรีย กับ เอ็มเอสสตอกโฮล์ม  ซึ่งแม้ว่าเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่จะสามารถทราบตำแหน่งของหมอกได้จากเรดาร์ รถยนต์เองก็มีไฟตัดหมอกเพื่อให้เห็นทางและขับเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะบนทางหลวงหรือทางด่วนที่มียานพาหนะมากมายและส่วนใหญ่ก็ใช้ความเร็วสูง เมื่อมีหมอกลงจัดจนไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วผู้ขับขี่อาจจะพบกับอุบัติเหตุแบบฉับพลัน ซึ่งพาหนะที่ตามมาก็เช่นกันทำให้เกิดการชนกันไปเป็นทอด ๆ เช่นที่เกิดกับทางหลวงพิเศษระหว่างรัฐหมายเลข 4 เมื่อวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 2008 ซึ่งทำให้มีรถชนกันถึง 70 คัน หมอกมักจะเป็นอันตรายอันดับต้น ๆ ในทางการบิน และมักเป็นอุปสรรคในการลงจอดและบินขึ้นของเครื่องบิน ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและจากระบบอุปกรณ์ช่วยในการลงจอด โดยเฉพาะดวงไฟตามแนวรันเวย์ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงตำแหน่งของรันเวย์ทำให้นักบินสามารถประเมินสภาพแวดล้อมในการลงจอดได้ด้วยนะแจ๊ะ

Continue Reading

ธรรมชาติสุดโหด ตอน ลูกเห็บ

วันนี้เราของนำเสนอเรื่องของ ลูกเห็บ ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจเลยทีเดียวในวันนี้ อย่างที่บอก ลูกเห็บ เป็นก้อนน้ำลักษณะเหมือนน้ำแข็ง เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรของน้ำ โดยตกลงมาจากบรรยากาศในรูปของแข็ง โดยจะมีรูปร่างเป็นก้อนน้ำแข็งรูปร่างไม่แน่นอน เกิดจากละอองหยาดฝนซึ่งเย็นแบบยิ่งยวด (ยังอยู่ในสภาพของเหลวที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง) ในเมฆฝน ปะทะกับวัตถุแข็ง เช่น ผงฝุ่น หรือ ก้อนลูกเห็บที่เกาะตัวอยู่ก่อนแล้ว และแข็งตัวเกาะรอบวัตถุนั้น ๆ เป็นก้อนลูกเห็บ ก้อนลูกเห็บนี้อาจลอยตัวก่อเป็นก้อนอยู่เบื้องบนเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนจะตกลงมา เนื่องจากลมที่พัดพาอยู่เบื้องบน ดังนั้นลูกเห็บอาจเกาะตัวจนเป็นก้อนใหญ่มีน้ำหนักเกินกว่าที่ลมจะพัดให้ลอยอยู่ได้และตกลงมา ฝนลูกเห็บมักจะมากับ พายุฝนที่รุนแรง และมักจะมีอากาศเย็น โดยที่อุณหภูมิของชั้นอากาศที่อยู่สูงนั้นเย็นกว่าอากาศที่อยู่ต่ำมาก ลูกเห็บขนาดเล็กจะถูกพัดพาสะท้อนขึ้นลงอยุ่ระหว่างชั้นบรรยากาศที่อากาศเย็นและร้อน เนื่องจากการลอยตัวขึ้นของอากาศร้อนและแรงดึงดูดของโลก ลูกเห็บที่ลอยตัวอยู่นานก็จะมีขนาดใหญ่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ลูกเห็บขนาดใหญ่ก็อาจเกิดขึ้นได้ในเขตที่มีอากาศร้อน เนื่องมาจากการลอยตัวขึ้นที่รุนแรงของอากาศร้อน และยังสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูร้อนอีกด้วยลูกเห็บส่วนใหญ่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร สถิติของลูกเห็บที่หนักที่สุดในโลกนั้น ตกที่ เมืองคอฟฟีย์วิลล์ (Coffeyville) รัฐแคนซัส ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2513 โดยหนักถึง 770 กรัม (หรือ 1.7 ปอนด์) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 14.5 เซนติเมตร

Continue Reading

ธรรมชาติสุดโหด ตอน ฝน

สวัสดีครับ ขอนำทุกท่านเข้าสูเรื่องราว ธรรมชาติสุดโหด วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ ฝน เป็นการตกของน้ำจากฟ้าแบบหนึ่ง นอกจากฝนแล้ว น้ำยังตกในรูปหิมะ เกล็ดน้ำแข็ง ลูกเห็บ น้ำค้าง ฝนอยู่ในรูปหยดน้ำซึ่งตกมายังพื้นผิวโลกจากเมฆ ฝนบางส่วนระเหยเป็นไอก่อนตกลงถึงผิวโลก ฝนชนิดนี้เรียกว่า “virga” ฝนที่ตกเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของวัฏจักรของน้ำ ซึ่งน้ำจากผิวน้ำในมหาสมุทรระเหยกลายเป็นไอ ควบแน่นเป็นละอองน้ำในอากาศ ซึ่งรวมตัวกันเป็นเมฆ และในที่สุดตกเป็นฝน ไหลลงแม่น้ำ ลำคลอง ไปทะเล มหาสมุทร ปริมาณน้ำฝนนั้นวัดโดยใช้มาตรวัดน้ำฝน โดยวัดความลึกของน้ำที่ตกสะสมบนพื้นผิวเรียบ สามารถวัดได้ละเอียดถึง 0.25 มิลลิเมตร บางครั้งใช้หน่วย ลิตรต่อตารางเมตร (1 L/m² = 1 mm) เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับฝน สังคมมนุษย์เริ่มมีการพัฒนาเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับฝนหลายอย่าง เช่น ร่ม เสื้อกันฝน ที่เก็บน้ำฝน ฯลฯ ปัจจุบันการเก็บน้ำฝนเพื่อบริโภคไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากมีสิ่งสกปรกมากมาย อยู่ในอากาศ ทำให้น้ำฝนนั้นมีฝุ่นละอองต่างๆด้วย แน่นอนว่าเรื่องของผลกระทบต่อเกษตรกรรม ฝนเป็นปัจจัยส่งผลต่อเกษตรกรรมมากทั้งด้านบวกและลบ โดยที่ฝนตกจะเป็นการรดน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงสุดทางธรรมชาติฝนตกมากเกินไปอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและส่งผลให้พืชบางชนิดล้มตายจากการเน่าเปื่อยอันเกิดจากเชื้อราได้นอกจากนี้ หากฝนไม่ตกตามฤดูกาลและเกิดภัยแล้งตามธรรมชาติยังสามารถทำลายพืชผลการเกษตรได้ด้วย  สำหรับวันนี้ไปก่อนสวัสดีครับ

Continue Reading

โคลนดูด ภัยเงียบของธรรมชาติ

  บนโลกเรามีธรรมชาติหลากหลายรูปแบบที่พร้อมที่คร่าชีวิตเราได้ทุกเมื่อ บางครั้งธรรมชาติก็ดูสวยงามไร้พิษภัยแต่บางครั้งธรรมชาติก็อันตรายต่อชีวิตได้เช่นกัน เมื่อเราเดินป่า หรือเดินในเขตที่ดินโคลนอ่อน บางครั้งแล้วไม่มีทางรู้เลยว่าอาจจะเจอเข้ากับโคลนดูด ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากเมื่อเผชิญกับมัน โคลนดูดนั้นเกิดจากกระบวนการของน้ำและดินโคลน กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อชั้นดินโคลนเกิดการไหลของสสารที่เรียกว่า การไหลแบบนอนนิวโตเนียน กระบวนการนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกับทรายดูด เมื่อทรายซึ่งมีชั้นน้ำใต้ดินในปริมาณมาก โดยน้ำจะซึมผ่านชั้นของทราย หรือ โคลน ก่อเกิดเป็นของเหลวที่ไม่สามารถรักษาหน้าดินหรือทรายให้แข็งแรงได้ ทำให้พื้นทรายและพื้นดินนั้นมีลักษณะเป็นของเหลว ทรายหรือดินไม่สามารถเกาะจับตัวกันได้ ทำให้เกิดกระบวนการหลวมและเกิดการยุบตัวของพื้นดินนั่นเอง ซึ่งไม่สามารถรับน้ำหนักได้ แม้แต่กิ่งไม้ขนาดใหญ่ก็ตาม ข้อสังเกตลักษณะของโคลนดูดคือ บริเวณของโคลนจะเหลวกว่าบริเวณโดยรอบ ซึ่งโคลนที่จะตัวกันจะมีลักษณะแข็งและเป็นรูปแบบของดินโคลนชัดเจน แต่โคลนดูดนั้นมีลักษณะเป็นของเหลวมาก มีน้ำเป็นส่วนประกอบรอบๆบ่อโคลน เมื่อต้องเจอกับโคลนดูดจะทำให้ร่างกายถูกดูดลงไปช้าๆ เนื่องจากความาหนืดของโคลนและร่างกายหากอยู่ในแนวดิ่งนั้นจะทำให้จมเร็ว ผู้ที่เสียชีวิตจากโคลนดูดนั้นส่วนใหญ่จะดิ้นเพื่อให้หลุด แต่ทำอย่างนั้นยิ่งทำให้กระบวนกระตุ้นให้โคลนกระจายตัวและเกิดการจมเร็วขึ้น ดังนั้นเมื่อเจอกับโคลนดูดควรนอนราบกับพื้น หรือพยายามขยับตัวน้อยที่สุด

Continue Reading

ยอดเขาสูง จุดท้าทายนักปีนเขา

    ขึ้นชื่อว่ายอดเขาสูงระดับ 20,000 ฟุตขึ้นไปนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ท้าทายอย่างมาก มีนักปีนเขาจำนวนมากอยากจะท้าทายธรรมชาติโดยปีนขึ้นสู่ยอดเขา และยอดเขาที่นักปีนเขาหลายคนเอาชีวิตไปทิ้งคือ ยอดเขาเอเวอร์เรส ซึ่งสูงถึง 8,300 เมตรสูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงนี้ทำให้มีนักปีนเขาอยากลองไปสัมผัสและพิชิตจุดที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งยอดเขาเอเวอร์เรสถือว่าเป็นสถานที่ที่ธรรมชาติโหดแบบสุดขั้วแห่งหนึ่ง เมื่อปีนขึ้นไปในระดับความสูงมากกว่า 3,000 เมตร เป็นจุดที่อากาศเริ่มเบาบาง นักปีนเขาเริ่มหายใจลำบาก บางคนต้องฝึกร่างกายให้พร้อมในระดับความสูง นักปีนเขาบางคนอาจเจอกับภาวะ น้ำท่วมปอด ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายมาก นอกจากนี้เมื่อปีนขึ้นที่สูงเรื่อยๆในระดับความสูง 5,000 – 8,000 เมตรนั้นจะไม่มีออกซิเจนอยู่เลย ซึ่งนักปีนเขาต้องหายใจด้วยถังออกซิเจน ยอดเขาเอเวอร์เรส ถือว่าเป็นสถานที่คร่านักปีนเขาไปกว่า 200 ชีวิตในรอบ 100 ปี นักปีนเขาเหล่านี้มักจบชีวิตจาก หิมะถล่ม พายุหิมะ รวมถึงหินถล่ม ที่ล้วนแล้วสามารถคร่าชีวิตได้ นักปีนเขายุคใหม่ เมื่อปีนยอดเขานี้แล้วระหว่างทางมักจะพบกับศพของนักปีนเขาก่อนหน้านี้ ซึ่งสภาพไม่เน่าเปื่อยเลย แม้ว่าทำการมีแผนจะนำศพกลับลงมาประกอบพิธีทางศาสนา แต่ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจาก ยอดเขาเอเวอร์เรสคือสถานที่ที่มีสภาพอากาศสุดโหดที่สุดแห่งนี้ของโลก

Continue Reading

พายุทราย

 พายุทราย เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ธรรมชาติที่บ่งบอกถึงความโหดร้ายของธรรมชาติ ในแต่ละปีประเทศที่อยู่ใกล้กับเขตทะเลทราย มักถูกโจมตีโดยพายุทรายขนาดใหญ่ที่พัดผ่าน พายุทรายเกิดจากความชื้นในอากาศปะทะกับความร้อนซึ่งเป็นลมร้อนบริเวณทรายที่แห้งแล้ง เมื่อกระบวนดังกล่าวเกิดการผสมกัน ไปก่อให้เกิดลมซึ่งลมนี้จะพัดเอาฝุ่นรวมถึงเม็ดทรายที่ละเอียดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยกระแสลมจะพัดไปเรื่อยๆและหอบเอาฝุ่นต่างๆเกิดเป็นเมฆสีน้ำตาลขนาดยักษ์ เคลื่อนที่ไปตามกระแสลม พายุทรายนั้นมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของประเทศในแถบทะเลทรายเช่น ออสเตรเลีย ตะวันตกของสหรัฐ ปากีสถาน จีน เป็นต้น โดยในแต่ละปีมักมีการเกิดพายุทรายกว่า 300 ครั้งในรอบ 10 ปี ในปัจจุบันภาวะโลกร้อนทำให้เกิดพายุทรายที่รุนแรงและมากขึ้น ซึ่งใน 1 ปีสามารถเกิดขึ้นได้ถึง 100 ครั้งพายุทรายสามารถหอบเอาทรายและฝุ่นสูงถึง 5 กิโลเมตร และอาจมีฝุ่นละอองถึง 80 ล้านเมตริกตัน พายุอาจมีความกว้างมากถึง 500 กิโลเมตร เมื่อเกิดพายุฝุ่นจะทำให้ทัศนะในการมองเห็นลดน้อยลงมาก อาจก่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมไปถึงฝุ่นละอองนั้นเป็นภาวะที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศอย่างมาก คาดว่าในแต่ละมีผู้เสียชีวิตจากพายุทรายมากถึง 1000 คนต่อปี ซึ่งในเมืองใหญ่ๆหลายประเทศเช่น ซิดนี่ย์ ก็เคยถูกพายุทรายพัดผ่านมาแล้วหลายครั้ง และได้มีการเตือนประชาชนให้ระวังเรื่องของมลภาวะทางอากาศและอุบัติเหตุบนถนน แต่เมื่อพายุทรายพัดผ่านไปแล้ว ก็จะทำให้เกิดฝนตกชำระล้างทรายต่างๆเช่นกัน

Continue Reading