ธรรมชาติสุดโหด ตอน หิมะ

หิมะ เป็นรูปหนึ่งของการตกลงมาของน้ำจากบรรยากาศ อยู่ในรูปของผลึกน้ำแข็งจำนวนมากเรียก เกล็ดหิมะ จับตัวรวมกันเป็นก้อน ดังนั้นหิมะจึงมีเนื้อที่หยาบเป็นเกล็ด และมีโครงสร้างที่กลวงจึงมีความนุ่มเมื่อสัมผัส หิมะนั้นเกิดจากละอองน้ำเกิดการเกาะรวมตัวกันในชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำว่า 0 °C (32 °F) และตกลงมา นอกจากนี้หิมะยังสามารถผลิตได้จากเครื่องสร้างหิมะเทียม (snow cannon)ความสมมาตรของส่วนที่ยื่นออกมาของเกล็ดหิมะนั้น จะเป็นสมมาตรแบบหกด้านเสมอ เนื่องมาจากเกล็ดน้ำแข็งปกตินั้นมีโครงสร้างผลึกหกเหลี่ยม (หรือที่รู้จักกันในชื่อ ice Ih) บนระนาบฐาน (basal plane) คำอธิบายถึงความสมมาตรของเกล็ดหิมะนั้นโดยทั่วไป มีอยู่ 2 คำอธิบาย คือ อาจเป็นไปได้ที่จะมีการสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างส่วนที่ยื่นออกของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของแต่ละก้านนั้นส่งผลถึงกัน ตัวอย่างของรูปแบบที่ใช้ในการสื่อสารนั้นอาจเป็น ความตึงผิว หรือ โฟนอน (phonon) คำอธิบายที่สองนี้จะค่อนข้างแพร่หลายกว่า คือ แต่ละก้านของเกล็ดหิมะนั้นจะงอกออกโดยไม่ขึ้นแก่กัน ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิ ความชื้น และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเทียบกับขนาดของเกล็ดหิมะแล้วเชื่อว่าสภาพแวดล้อมจะมีสภาพที่เหมือนกันในช่วงขนาดสเกลของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของก้านในแต่ละด้านนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหมือนกัน จึงทำให้ลักษณะการงอกออกนั้นเหมือนกัน ในลักษณะเดียวกับที่รูปแบบการเติบโตของวงแหวนอายุในแกนของต้นไม้ในสภาพแวดล้อมเดียวกันจะมีรูปร่างเหมือน ๆ กัน ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่ระดับสเกลใหญ่กว่าเกล็ดหิมะนั้นส่งผลให้รูปของเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ดนั้นมีรูปร่างที่แตกต่างกัน และหิมะเกิดจากการละอองน้ำในอากาศที่แปรสภาพเป็นของแข็งเพราะอุณหภูมิต่ำ

Continue Reading

หมอกอันทำให้เกิดความอันตราย

ต้องบอกเลยว่าเป็นภัยพิบัติที่อันตรายสร้างความเดือดร้อนให้กับทุกคนเป็นอย่างมากมาย วันนี้เรามาเล่าเรื่องของหมอกกันนะครับ  หมอกเป็นตัวการสำคัญตัวหนึ่งในการลดประสิทธิภาพการมองเห็น ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในทางคมนาคมเช่น เรือ เครื่องบิน รถไฟ และรถยนต์ โดยส่วนมากหมอกทำให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะไม่สามารถมองเห็นซึ่งกันและกันทำให้เกิดการชนหรือปะทะขึ้น อุบัติเหตุอันมีสาเหตุมาจากหมอกหรือทัศนวิสัยไม่ดีเช่น 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 เครื่องบินรุ่น บี-25 มิตเชลล์ พุ่งชนเข้ากับตึกเอ็มไพร์สเตตเพราะหมอกลงจัด[ต้องการอ้างอิง] 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1956 เกิดการชนปะทะกันของเรือเดินสมุทร เอสเอสแอนเดรียโดเรีย กับ เอ็มเอสสตอกโฮล์ม  ซึ่งแม้ว่าเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่จะสามารถทราบตำแหน่งของหมอกได้จากเรดาร์ รถยนต์เองก็มีไฟตัดหมอกเพื่อให้เห็นทางและขับเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะบนทางหลวงหรือทางด่วนที่มียานพาหนะมากมายและส่วนใหญ่ก็ใช้ความเร็วสูง เมื่อมีหมอกลงจัดจนไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วผู้ขับขี่อาจจะพบกับอุบัติเหตุแบบฉับพลัน ซึ่งพาหนะที่ตามมาก็เช่นกันทำให้เกิดการชนกันไปเป็นทอด ๆ เช่นที่เกิดกับทางหลวงพิเศษระหว่างรัฐหมายเลข 4 เมื่อวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 2008 ซึ่งทำให้มีรถชนกันถึง 70 คัน หมอกมักจะเป็นอันตรายอันดับต้น ๆ ในทางการบิน และมักเป็นอุปสรรคในการลงจอดและบินขึ้นของเครื่องบิน ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและจากระบบอุปกรณ์ช่วยในการลงจอด โดยเฉพาะดวงไฟตามแนวรันเวย์ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงตำแหน่งของรันเวย์ทำให้นักบินสามารถประเมินสภาพแวดล้อมในการลงจอดได้ด้วยนะแจ๊ะ

Continue Reading

ธรรมชาติสุดโหด ตอน ลูกเห็บ

วันนี้เราของนำเสนอเรื่องของ ลูกเห็บ ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจเลยทีเดียวในวันนี้ อย่างที่บอก ลูกเห็บ เป็นก้อนน้ำลักษณะเหมือนน้ำแข็ง เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรของน้ำ โดยตกลงมาจากบรรยากาศในรูปของแข็ง โดยจะมีรูปร่างเป็นก้อนน้ำแข็งรูปร่างไม่แน่นอน เกิดจากละอองหยาดฝนซึ่งเย็นแบบยิ่งยวด (ยังอยู่ในสภาพของเหลวที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง) ในเมฆฝน ปะทะกับวัตถุแข็ง เช่น ผงฝุ่น หรือ ก้อนลูกเห็บที่เกาะตัวอยู่ก่อนแล้ว และแข็งตัวเกาะรอบวัตถุนั้น ๆ เป็นก้อนลูกเห็บ ก้อนลูกเห็บนี้อาจลอยตัวก่อเป็นก้อนอยู่เบื้องบนเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนจะตกลงมา เนื่องจากลมที่พัดพาอยู่เบื้องบน ดังนั้นลูกเห็บอาจเกาะตัวจนเป็นก้อนใหญ่มีน้ำหนักเกินกว่าที่ลมจะพัดให้ลอยอยู่ได้และตกลงมา ฝนลูกเห็บมักจะมากับ พายุฝนที่รุนแรง และมักจะมีอากาศเย็น โดยที่อุณหภูมิของชั้นอากาศที่อยู่สูงนั้นเย็นกว่าอากาศที่อยู่ต่ำมาก ลูกเห็บขนาดเล็กจะถูกพัดพาสะท้อนขึ้นลงอยุ่ระหว่างชั้นบรรยากาศที่อากาศเย็นและร้อน เนื่องจากการลอยตัวขึ้นของอากาศร้อนและแรงดึงดูดของโลก ลูกเห็บที่ลอยตัวอยู่นานก็จะมีขนาดใหญ่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ลูกเห็บขนาดใหญ่ก็อาจเกิดขึ้นได้ในเขตที่มีอากาศร้อน เนื่องมาจากการลอยตัวขึ้นที่รุนแรงของอากาศร้อน และยังสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูร้อนอีกด้วยลูกเห็บส่วนใหญ่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร สถิติของลูกเห็บที่หนักที่สุดในโลกนั้น ตกที่ เมืองคอฟฟีย์วิลล์ (Coffeyville) รัฐแคนซัส ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2513 โดยหนักถึง 770 กรัม (หรือ 1.7 ปอนด์) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 14.5 เซนติเมตร

Continue Reading

ธรรมชาติสุดโหด ตอน ฝน

สวัสดีครับ ขอนำทุกท่านเข้าสูเรื่องราว ธรรมชาติสุดโหด วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ ฝน เป็นการตกของน้ำจากฟ้าแบบหนึ่ง นอกจากฝนแล้ว น้ำยังตกในรูปหิมะ เกล็ดน้ำแข็ง ลูกเห็บ น้ำค้าง ฝนอยู่ในรูปหยดน้ำซึ่งตกมายังพื้นผิวโลกจากเมฆ ฝนบางส่วนระเหยเป็นไอก่อนตกลงถึงผิวโลก ฝนชนิดนี้เรียกว่า “virga” ฝนที่ตกเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของวัฏจักรของน้ำ ซึ่งน้ำจากผิวน้ำในมหาสมุทรระเหยกลายเป็นไอ ควบแน่นเป็นละอองน้ำในอากาศ ซึ่งรวมตัวกันเป็นเมฆ และในที่สุดตกเป็นฝน ไหลลงแม่น้ำ ลำคลอง ไปทะเล มหาสมุทร ปริมาณน้ำฝนนั้นวัดโดยใช้มาตรวัดน้ำฝน โดยวัดความลึกของน้ำที่ตกสะสมบนพื้นผิวเรียบ สามารถวัดได้ละเอียดถึง 0.25 มิลลิเมตร บางครั้งใช้หน่วย ลิตรต่อตารางเมตร (1 L/m² = 1 mm) เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับฝน สังคมมนุษย์เริ่มมีการพัฒนาเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับฝนหลายอย่าง เช่น ร่ม เสื้อกันฝน ที่เก็บน้ำฝน ฯลฯ ปัจจุบันการเก็บน้ำฝนเพื่อบริโภคไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากมีสิ่งสกปรกมากมาย อยู่ในอากาศ ทำให้น้ำฝนนั้นมีฝุ่นละอองต่างๆด้วย แน่นอนว่าเรื่องของผลกระทบต่อเกษตรกรรม ฝนเป็นปัจจัยส่งผลต่อเกษตรกรรมมากทั้งด้านบวกและลบ โดยที่ฝนตกจะเป็นการรดน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงสุดทางธรรมชาติฝนตกมากเกินไปอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและส่งผลให้พืชบางชนิดล้มตายจากการเน่าเปื่อยอันเกิดจากเชื้อราได้นอกจากนี้ หากฝนไม่ตกตามฤดูกาลและเกิดภัยแล้งตามธรรมชาติยังสามารถทำลายพืชผลการเกษตรได้ด้วย  สำหรับวันนี้ไปก่อนสวัสดีครับ

Continue Reading

โคลนดูด ภัยเงียบของธรรมชาติ

  บนโลกเรามีธรรมชาติหลากหลายรูปแบบที่พร้อมที่คร่าชีวิตเราได้ทุกเมื่อ บางครั้งธรรมชาติก็ดูสวยงามไร้พิษภัยแต่บางครั้งธรรมชาติก็อันตรายต่อชีวิตได้เช่นกัน เมื่อเราเดินป่า หรือเดินในเขตที่ดินโคลนอ่อน บางครั้งแล้วไม่มีทางรู้เลยว่าอาจจะเจอเข้ากับโคลนดูด ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากเมื่อเผชิญกับมัน โคลนดูดนั้นเกิดจากกระบวนการของน้ำและดินโคลน กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อชั้นดินโคลนเกิดการไหลของสสารที่เรียกว่า การไหลแบบนอนนิวโตเนียน กระบวนการนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกับทรายดูด เมื่อทรายซึ่งมีชั้นน้ำใต้ดินในปริมาณมาก โดยน้ำจะซึมผ่านชั้นของทราย หรือ โคลน ก่อเกิดเป็นของเหลวที่ไม่สามารถรักษาหน้าดินหรือทรายให้แข็งแรงได้ ทำให้พื้นทรายและพื้นดินนั้นมีลักษณะเป็นของเหลว ทรายหรือดินไม่สามารถเกาะจับตัวกันได้ ทำให้เกิดกระบวนการหลวมและเกิดการยุบตัวของพื้นดินนั่นเอง ซึ่งไม่สามารถรับน้ำหนักได้ แม้แต่กิ่งไม้ขนาดใหญ่ก็ตาม ข้อสังเกตลักษณะของโคลนดูดคือ บริเวณของโคลนจะเหลวกว่าบริเวณโดยรอบ ซึ่งโคลนที่จะตัวกันจะมีลักษณะแข็งและเป็นรูปแบบของดินโคลนชัดเจน แต่โคลนดูดนั้นมีลักษณะเป็นของเหลวมาก มีน้ำเป็นส่วนประกอบรอบๆบ่อโคลน เมื่อต้องเจอกับโคลนดูดจะทำให้ร่างกายถูกดูดลงไปช้าๆ เนื่องจากความาหนืดของโคลนและร่างกายหากอยู่ในแนวดิ่งนั้นจะทำให้จมเร็ว ผู้ที่เสียชีวิตจากโคลนดูดนั้นส่วนใหญ่จะดิ้นเพื่อให้หลุด แต่ทำอย่างนั้นยิ่งทำให้กระบวนกระตุ้นให้โคลนกระจายตัวและเกิดการจมเร็วขึ้น ดังนั้นเมื่อเจอกับโคลนดูดควรนอนราบกับพื้น หรือพยายามขยับตัวน้อยที่สุด

Continue Reading

ยอดเขาสูง จุดท้าทายนักปีนเขา

    ขึ้นชื่อว่ายอดเขาสูงระดับ 20,000 ฟุตขึ้นไปนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ท้าทายอย่างมาก มีนักปีนเขาจำนวนมากอยากจะท้าทายธรรมชาติโดยปีนขึ้นสู่ยอดเขา และยอดเขาที่นักปีนเขาหลายคนเอาชีวิตไปทิ้งคือ ยอดเขาเอเวอร์เรส ซึ่งสูงถึง 8,300 เมตรสูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงนี้ทำให้มีนักปีนเขาอยากลองไปสัมผัสและพิชิตจุดที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งยอดเขาเอเวอร์เรสถือว่าเป็นสถานที่ที่ธรรมชาติโหดแบบสุดขั้วแห่งหนึ่ง เมื่อปีนขึ้นไปในระดับความสูงมากกว่า 3,000 เมตร เป็นจุดที่อากาศเริ่มเบาบาง นักปีนเขาเริ่มหายใจลำบาก บางคนต้องฝึกร่างกายให้พร้อมในระดับความสูง นักปีนเขาบางคนอาจเจอกับภาวะ น้ำท่วมปอด ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายมาก นอกจากนี้เมื่อปีนขึ้นที่สูงเรื่อยๆในระดับความสูง 5,000 – 8,000 เมตรนั้นจะไม่มีออกซิเจนอยู่เลย ซึ่งนักปีนเขาต้องหายใจด้วยถังออกซิเจน ยอดเขาเอเวอร์เรส ถือว่าเป็นสถานที่คร่านักปีนเขาไปกว่า 200 ชีวิตในรอบ 100 ปี นักปีนเขาเหล่านี้มักจบชีวิตจาก หิมะถล่ม พายุหิมะ รวมถึงหินถล่ม ที่ล้วนแล้วสามารถคร่าชีวิตได้ นักปีนเขายุคใหม่ เมื่อปีนยอดเขานี้แล้วระหว่างทางมักจะพบกับศพของนักปีนเขาก่อนหน้านี้ ซึ่งสภาพไม่เน่าเปื่อยเลย แม้ว่าทำการมีแผนจะนำศพกลับลงมาประกอบพิธีทางศาสนา แต่ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจาก ยอดเขาเอเวอร์เรสคือสถานที่ที่มีสภาพอากาศสุดโหดที่สุดแห่งนี้ของโลก

Continue Reading

พายุทราย

 พายุทราย เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ธรรมชาติที่บ่งบอกถึงความโหดร้ายของธรรมชาติ ในแต่ละปีประเทศที่อยู่ใกล้กับเขตทะเลทราย มักถูกโจมตีโดยพายุทรายขนาดใหญ่ที่พัดผ่าน พายุทรายเกิดจากความชื้นในอากาศปะทะกับความร้อนซึ่งเป็นลมร้อนบริเวณทรายที่แห้งแล้ง เมื่อกระบวนดังกล่าวเกิดการผสมกัน ไปก่อให้เกิดลมซึ่งลมนี้จะพัดเอาฝุ่นรวมถึงเม็ดทรายที่ละเอียดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยกระแสลมจะพัดไปเรื่อยๆและหอบเอาฝุ่นต่างๆเกิดเป็นเมฆสีน้ำตาลขนาดยักษ์ เคลื่อนที่ไปตามกระแสลม พายุทรายนั้นมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของประเทศในแถบทะเลทรายเช่น ออสเตรเลีย ตะวันตกของสหรัฐ ปากีสถาน จีน เป็นต้น โดยในแต่ละปีมักมีการเกิดพายุทรายกว่า 300 ครั้งในรอบ 10 ปี ในปัจจุบันภาวะโลกร้อนทำให้เกิดพายุทรายที่รุนแรงและมากขึ้น ซึ่งใน 1 ปีสามารถเกิดขึ้นได้ถึง 100 ครั้งพายุทรายสามารถหอบเอาทรายและฝุ่นสูงถึง 5 กิโลเมตร และอาจมีฝุ่นละอองถึง 80 ล้านเมตริกตัน พายุอาจมีความกว้างมากถึง 500 กิโลเมตร เมื่อเกิดพายุฝุ่นจะทำให้ทัศนะในการมองเห็นลดน้อยลงมาก อาจก่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมไปถึงฝุ่นละอองนั้นเป็นภาวะที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศอย่างมาก คาดว่าในแต่ละมีผู้เสียชีวิตจากพายุทรายมากถึง 1000 คนต่อปี ซึ่งในเมืองใหญ่ๆหลายประเทศเช่น ซิดนี่ย์ ก็เคยถูกพายุทรายพัดผ่านมาแล้วหลายครั้ง และได้มีการเตือนประชาชนให้ระวังเรื่องของมลภาวะทางอากาศและอุบัติเหตุบนถนน แต่เมื่อพายุทรายพัดผ่านไปแล้ว ก็จะทำให้เกิดฝนตกชำระล้างทรายต่างๆเช่นกัน

Continue Reading

เกร์แรงเจอร์ฟยอร์ด ผจญกับสึนามิในอดีต

  เกร์แรงเจอร์ฟยอร์ด คือ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ประเทศ นอร์เวย์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่สวยที่สุดในโลกซึ่งห้อมล้อมด้วยหน้าผาลึกมากมาย ซึ่งเกิดจากธารน้ำแข็งที่กัดเซาะมาเป็นเวลานานหลายล้านปี กระบวนการนี้ในปัจจุบันทำให้มีอ่าวแคบ เล็กที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งบริเวณตอนปลายของอ่าวนั้นมีเมืองเล็กๆ ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อน ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมากมาย แต่ใครจะรู้ว่าดินแดนที่เปรียบเสมือนเทพนิยายแห่งนี้เคยเกิดภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงมาก่อน ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 ช่วงที่ยังไม่มีเทคโนโลยีอะไรเข้ามามากนัก อ่าวฟยอร์ด เคยเกิดสึนามิมาแล้วในอดีต แม้ว่าพื้นที่นอร์เวย์จะไม่มีแผ่นดินไหวก็ตาม ซึ่งสึนามิที่ฟยอร์ดนั้นไม่เหมือนกับทะเลเปิด หรือแผ่นดินไหวใต้ทะเล แต่เป็นสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินถล่ม ย้อนไปในเดือน สิงหาคม ปี 1935 เกิดแผ่นหินขนาดความกว้างเกือบ 2 กิโลเมตรถล่มใส่อ่าวแคบแห่งนี้ การถล่มทำให้เกิดการย้ายมวลน้ำอย่างฉับพลัน ก่อเกิดกำแพงน้ำสูงถึง 40 เมตรพัดมาตามอ่าว แล้วเข้าซัดถล่มเมืองเล็กๆแห่งนี้ ในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 200 กว่าคน เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันทางการนอร์เวย์ได้มีเทคโนโลยี และการเฝ้าระวังภัย รวมถึงมีการตั้งระบบเตือนให้แก่ชาวเมือง ซึ่งมีการเตรียมทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุ นักวิทยาศาสตร์เฝ้าดูจุดเสี่ยงของแผ่นหินที่คาดว่าอาจถล่มลงมาและก่อเกิดสึนามิได้ โดยทุกปีหน้าผาในบริเวณฟยอร์ดจะถูกน้ำกัดเซาะตลอด ซึ่งการกัดที่เกิดจากภายในแผ่นดินด้วย

Continue Reading

น้ำป่าที่วังตะไคร้ พ.ศ. 2537

 ภัยธรรมชาติสุดโหดจากน้ำป่าที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งหนึ่ง คือเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก บริเวณน้ำตกวังตะไคร้ จังหวัดนครนายก ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเร็วมากโดยไม่มีใครตั้งตัวได้ทัน ภัยน้ำป่าไหลหลากในครั้งนั้นถือว่าเป็นภัยธรรมชาติสุดโหดที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประเทศไทย ในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงปลายฝนที่มักมีฝนตกหนาแน่น มักมีการเตือนถึงนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำที่น้ำตกต่างๆ ย้อนกลับไปช่วงบ่ายของวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2537 ที่อุทยานแห่งชาติวังตะไคร้ จังหวัดนครนายก เป็นวันที่อากาศแจ่มใส นักท่องเที่ยวจำนวนมากมายเดินทางเข้ามาเที่ยวและลงเล่นน้ำเย็นช่ำ และสายน้ำที่ใสสะอาด ไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้ใหญ่ ที่กำลังสนุกสนานในวันหยุดกับครอบครัว ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าอีกไม่ถึงชั่วโมง คลื่นน้ำป่ากำลังตรงไปหาพวกเขา ทางเจ้าหน้าที่ได้รับการติดต่อจากฝ่ายต้นน้ำวังตะไคร้บริเวณเขาใหญ่ว่า มีมวลน้ำป่าขนาดใหญ่กำลังตรงไปทางจุดเล่นน้ำตกวังตะไคร้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการเป่านกหวีดและเรียกให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาจากน้ำ ซึ่งบางคนต่างก็งงว่าเกิดอะไรขึ้นฉับพลันจากน้ำที่ใสเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขุ่น และน้ำเริ่มไหลเร็ว จนกระทั่งมวลน้ำป่าก้อนใหญ่เข้าปะทะกลุ่มนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว กวาดกลุ่มคนให้ไปติดอยู่ที่ต้นไม้ ซึ่งเจ้าหน้าที่และหน่วยกู้ภัยต่างเร่งช่วยเหลือผู้รอดชีวิต หลังเหตุการณ์สงบลงมีจำนวนผู้เสียชีวิตถึง 21 คน จากการตรวจสอบพบว่าต้นตอของการเกิดเหตุน้ำป่าที่วังตะไคร้ มาจากแอ่งน้ำบริเวณเขาใหญ่ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก ทำให้เกิดการพังทลายและเกิดเป็นน้ำป่าขึ้น นับว่าเป็นเหตุการณ์น้ำป่าครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งในประเทศไทย

Continue Reading

น้ำป่าไหลหลาก

น้ำป่า เป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งใหญ่มักเกิดขึ้นบริเวณแม่น้ำ ลำธาร รวมไปถึงป่าเขาด้วย น้ำป่าเกิดจากการที่ดินไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ ทำให้น้ำปริมาณมากไหลบ่าลงมาตามเชิงเขา รวมไปถึงแม่น้ำที่มีปริมาณน้ำมากเกินไปจึงก่อให้เกิดน้ำท่วมได้เช่นกัน สาเหตุของน้ำป่าไหลหลากนั้นเกิดจากการที่มีฝนตกในปริมาณที่มากจนเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากการตกติดต่อกันนานหลายวัน โดยดินที่ถูกฝนตกนานๆไม่สามารถดูดซับน้ำไว้ได้ ทำให้เมื่อดินไม่สามารถซับน้ำไว้ได้ ทำให้เกิดการอ่อนตัวของดิน น้ำฝนที่ตกลงมาจะเกิดเป็นน้ำปริมาณมหาศาล ไหลลงมาเชิงเขา ซึ่งน้ำจะรวมตัวกันอย่างรวดเร็วเมื่อลงถึงจุดต่ำสุด และอาจไหลลงแม่น้ำหรือลำธาร ก่อเกิดปริมาณน้ำมหาศาลไหลเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ โดยรอบ น้ำป่าไม่จำเป็นต้องเกิดจากฝนตกเสมอไป สามารถเกิดได้จากน้ำแข็งหรือหิมะ บริเวณเชิงเขาซึ่งเมื่อหิมะและน้ำแข็งละลายในช่วงหน้าร้อน น้ำที่เกิดหิมะละลายนั้นจะไหลลงมาพร้อมเอาแผ่นน้ำแข็งที่ยังไม่ละลามลงมาด้วย หรือแม้แต่เขื่อนกั้นหน้าแตก ก่อให้เกิดน้ำป่าได้เช่นกัน น้ำป่านั้นเมื่อเกิดขึ้นจะเกิดขึ้นเร็วมาก ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ยังตั้งตัวไม่ทัน ก่อให้เกิดความเสียหากต่อชีวิต บ้านเรือนต่างๆในจุดที่น้ำไหลผ่าน มีรายงานการสูญเสียชีวิตจากน้ำป่ามากมายในหลายๆประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในรถ ซึ่งรถที่วิ่งข้ามเส้นทางที่น้ำป่าไหลหลากนั้นเป็นอันตรายอย่างมาก แม้ว่าน้ำมีความสูงเพียง 10 เซนติเมตรก็ตาม ซึ่งพลังงานของน้ำก็สามารถพัดรถยนต์ไปได้ไกลหลายกิโลเมตร

Continue Reading