พายุเฮอริเคนเออร์มา กระหน่ำฟอริด้าเสียหายหนักในรอบ 10 ปี

พายุเฮอริเคนเออร์มา เป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกล่าสุดที่เกิดขึ้นและสร้างความเสียหายแก่ประเทศในแถบทะเลแคริเบียนและอ่าวเม็กซิโก ล่าสุดพายุเฮอริเคนเออร์มาได้ขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งรัฐฟอริด้าสร้างความเสียหายอย่างหนักโดยพายุได้พัดขึ้นฝั่งด้วยความเร็วลมประมาณ 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือ เทียบเป็นเฮอร์ริเคนระดับ 4 ที่ผัดขึ้นฝั่ง และพายุเฮอริเคนเออร์มาจัดว่าเป็นพายุที่มีความรุนแรงมากที่สุดที่เกิดขึ้นในแอ่งแอตแลนติกและนอกทะเลแคริเบียน อ่าวเม็กซิโก ซึ่งมีความรุนแรงเทียบเท่าพายเฮอร์ริเคนวันแรงงานในปี 1935 นับว่าเป็นเฮอริเคนลูกที่ 2 ที่ก่อตัวในแถบแอ่งแอตแลนติก นอกจากนี้ยังอยู่จัดว่าเป็นพายุเฮอร์ริเคนที่สุดแรงที่สุดในรอบกว่า 10 ปีนอกตั้งแต่พายุเฮอร์ริเคนวิลมาในปี 2005 รวมถึงเป็นพายุลูกแรกที่พัดขึ้นฝั่งด้วยความเร็วลมสูงที่สุดโดยไม่มีการอ่อนกำลังลงเลย พายุเฮอริเคนเออร์มา เป็นหนึ่งในพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวขึ้นในแอตแลนติกซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลของการเกิดพายุหมุนเขตร้อน โดยพายุเริ่มก่อตัวขึ้นบริเวณใกล้กับกาบูเวร์ดี เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2017 ซึ่งจัดว่าเป็นพายุเฮอริเคนลูกที่ 4 ที่ก่อตัวขึ้นทางฝั่งแอตแลนติก และด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมทำให้พายุเฮอริเคนเออร์มาเพิ่มกำลังขึ้นอย่างรวดเร็วโดยพายุมีกำลังแรงระดับ 5 ในวันที่ 5 กันยายน 2017 และได้พัดขึ้นชายฝั่งฟอริด้าของสหรัฐด้วยความเร็วลมถึง 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง นับว่าเป็นเฮอร์ริเคนลูกที่ 2 ที่มีความเร็วลมสูงที่สุดนับตั้งแต่พายุเฮอร์ริเคนแอลลินปี 1980 นอกจากนี้เฮอร์ริเคนเออร์มายังจัดว่าเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่รักษาความเร็วลมระดับ 5 ไว้นานที่สุดด้วย

Continue Reading

แผ่นดินไหว เมืองวาลดีเวีย ชิลี 1960

แผ่นดินไหวครั้งนี้จัดว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในโลก และมันถูกบันทึกให้เป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 100 ปี แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นใต้ทะเล บริเวณชายฝั่งใกล้กับเมืองวาลดิเวีย ทางตอนใต้ของประเทศชิลีแผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดจากแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นคือ แผ่นสมุทรนาซก้า และ แผ่นทวีปอเมริกาใต้ เมื่อทั้งสองแผ่นเกิดการดันกันจนอีกแผ่นหนึ่งมุดตัวจนเกิดการดีดขึ้นของแผ่นเปลือกโลกอีกแผ่นหนึ่ง จนกระทั่งในที่สุดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เกิดขึ้นวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 1960 แผ่นดินไหวเกิดขึ้นในช่วงเช้าเกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงนาน 5 นาที บริเวณชายฝั่งเมืองวาลดิเวีย ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุดได้รับความเสียหายอย่างหนัก บ้านเรือนพังทลาย เกิดหินถล่มลงเทือกเขา หลังจากแผ่นดินไหวประมาณ 15 นาที เกิดคลื่นสึนามิ ความสูง 40 เมตรเข้าถล่มชายฝั่งของเมืองวาลดิเวียและบริเวณชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ คลื่นยักษ์ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าพัดถล่มหมู่เกาะฮาวายที่อยู่ห่างออกไปถึง 6,000 กิโลเมตร ซึ่งความสูงของคลื่นยังอยู่ที่ 13 เมตร นอกจากนี้คลื่นเดินทางข้ามไปถึงชายฝั่งญี่ปุ่นโดยคลื่นยังคงมีพลังงานความสูงถึง 8 เมตร แผ่นดินไหวที่วาลดิเวีย วัดความรุนแรงได้ 9.5 แมกนิจูด ซึ่งมีความรุนแรงมากที่สุดในแผ่นดินไหวรอบ 100 ปี ถูกจัดว่าเป็นแผ่นดินไหวระดับเมกะเทรสต์ หลังเหตุการณ์สงบลงเกิดออฟเตอร์ช็อกตามมาอีกกว่า 1,000 ครั้ง รวมถึงอีก 19 วันต่อมาภูเขาไฟปูเยเว่ ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวเกิดการระเบิดขึ้นภายหลัง เหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตประมาณ

Continue Reading

แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2555

แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือว่าเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรง โดยเกิดขึ้นในวันที่ 11 เมษายน ปี พ.ศ. 2555 เวลาประมาณ 15.38 น.ตามเวลาในประเทศไทย ขนาดความรุนแรง 8.6 แมกนิจูด แผ่นดินไหวดังกล่าวนับว่ามีความรุนแรงและเป็นแผ่นดินไหวใต้ทะเล ซึ่งแผ่นดินไหวนี้เกิดขึ้นในบริเวณจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่เกิดในวันที่ 26 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2547 และเกิดสึนามิซัดถล่มตามชายฝั่งรอบมหาสมุทรอินเดีย แผ่นดินไหวครั้งนี้ห่างจากเมืองบันดาอาเจะห์ไป 500 กิโลเมตร ซึ่งแรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารบ้านเรือนเสียหายเล็กน้อย ซึ่งทางภาคใต้ของไทยรับรู้แรงสั่นสะเทือนด้วย หลังจากแผ่นดินไหวดังกล่าวประชาชนทั้งในอินโดนีเซียและอินเดียต่างพากันตื่นตกใจและรีบอพยพขึ้นที่สูงหนีคลื่นสึนามิ นอกจากนี้ทางศูนย์เตือนภัยสึนามิเตือนให้ประชาชน 28 ประเทศรอบมหาสมุทรอินเดียอพยพขึ้นที่สูง รวมทั้งประเทศไทยด้วย ต่อมาทางศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารมหาสมุทรแห่งชาติอินเดีย ประกาศยกเลิกการเตือนสึนามิ ในเวลาประมาณ 20.30 น. ตามเวลาในไทย เนื่องจากพบคลื่นขนาดเล็กเท่านั้น ด้วยทางศูนย์ระบุว่าแผ่นดินไหวดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวของรอยเลื่อนแบบทรานส์ฟอร์ม หรือ การเคลื่อนไหวในแนวนอน ซึ่งไม่ก่อสึนามิขึ้นใหญ่เหมือนกับปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเกิดจากการมุดตัวของรอยเลื่อน  เหตุการณ์ในครั้งนี้มีความเสียหายเล็กน้อยและมีผู้เสียชีวิตเพียง 5 รายเท่านั้น ซึ่งคลื่นสึนามิขนาดเล็กมีความสูง 50 เซนติเมตรเท่านั้นเดินทางมาถึงชายฝั่งทะเลอันดามันประมาณ 18.00 น. แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งซึ่งครั้งรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี

Continue Reading

แผ่นดินยุบตัว

หลุมยุบเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึก มีรูปร่างและขนาดต่างๆกัน เช่น รูปเกือบกลมหรือเป็นวงรี มีน้ำขังอยู่ก้นหลุม ภายหลังน้ำใต้ดินจะกัดเซาะและนำพาดินที่อยู่ก้นหลุมไป ทำให้หลุมยุบลึกขึ้น ส่วนปากหลุมก็จะพังอยู่ตลอดจนกระทั่งจะเสถียร สาเหตุของการเกิดหลุมยุบที่พบในประเทศไทย 1.โพรงหินปูนใต้ดิน เมื่อฝนตกลงมา จะได้รับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขณะผ่านชั้นบรรยากาศและซึมลงใต้ผิวดิน ทำให้น้ำฝนมีความเป็นกรดอย่างอ่อน เมื่อไหลผ่านและสัมผัสกับหินปูนจะละลายเนื้อหินปูนออกไปด้วย ในที่สุดก็จะค่อยๆเกิดเป็นโพรงหรือถ้ำใต้ดินขึ้น เมื่อโพรงใต้ดินเหล่านี้มีการขยายขนาดใหญ่ขึ้นและอยู่ใกล้ผิวดินมากยิ่งขึ้น เพดานไม่สามารถต้านทานน้ำหนักของดินและสิ่งก่อสร้างที่กดทับด้านบนได้ 2.ชั้นเกลือหินใต้ดิน พื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีชั้นเกลือหินรองรับอยู่ด้านใต้ เกลือหินมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ง่าย เมื่อมีการทำเหมืองใต้ดิน โดยการสูบเกลือขึ้นมา จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดโพรงใต้ดินขึ้น ต่อมาเพดานโพรงพังทลายลง จึงเกิดเป็นหลุมยุบขึ้น  ขนาดของหลุมยุบอาจมีขนาดใหญ่โต สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของประชาชนได้ 3.ชั้นทรายถูกน้ำใต้ดินพัดพา มักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีชั้นทรายรองรับอยู่ใต้ดินและอยู่ใกล้แม่น้ำ ลำคลอง เกิดขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศ เมื่อมีฝนตกหนักหรือตกต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณและแรงพัดพาของน้ำใต้ดินเพิ่มขึ้นจึงพัดพาเอาตะกอนทรายใต้ดินลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง จึงทำให้เกิดโพรงใต้ดินขึ้น แต่โพรงใต้ดินที่เกิดจากสาเหตุนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินเพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ประสบเหตุ

Continue Reading

พายุฝนฟ้าคะนอง

พายุฝนฟ้าคะนองเป็นพายุชนิดหนึ่งที่ถูกจัดลักษณะโดยปรากฏการณ์จากผลกระทบของ แสง และ เสียง บนบรรยากาศของโลก โดยทั่วไปสามารถก่อตัวและพัฒนาในพื้นที่เฉพาะทางภูมิศาสตร์บางพื้นที่ บางครั้งพื้นที่ที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองถี่มักอยู่แถบเส้นละติจูดกลาง ที่ซึ่งอากาศอุ่นชื้นมักปะทะกับอากาศที่เย็นกว่า  พายุฝนฟ้าคะนองก่อให้เกิดการพัฒนาและก่อตัวของปรากฏการณ์สภาวะอากาศที่รุนแรงมากมาย พายุฝนฟ้าคะนองและปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นตามมาก่อให้เกิดความเสี่ยงและอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อประชากรโลกและสภาพภูมิประเทศ ความเสียหายซึ่งเป็นผลลัพธ์จากพายุฝนฟ้าคะนองสร้างความเจ็บปวดและสูญเสียโดยตรงทั้งโดยลมกระโชกรุนแรง, ลูกเห็บขนาดใหญ่ และ น้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากฝนถล่มหนัก พายุฝนฟ้าคะนองที่หนักกว่าสามารถก่อให้เกิด ทอร์นาโด และ พายุหมุน การศึกษาในปี 1953 พบว่าพายุฝนฟ้าคะนองโดยเฉลี่ยที่เกิดเกินหลายชั่วโมงก่อให้เกิดพลังงานเทียบเท่าระเบิดอะตอมมิคบอมบ์ 50 ลูก ที่ถูกทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ผลของพายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดจากการเคลื่อนตัวขึ้นลงอย่างรวดเร็วของอากาศที่อุ่นและชื้น มันก่อให้เกิดมวลอากาศที่อุ่นและชื้นขึ้นภายในและด้านหน้าของกลุ่มพายุฝนฟ้าคะนองนั้น ในขณะที่มวลอากาศอุ่นและชื้นเคลื่อนตัวขึ้นลงนั้น มันเกิดความเย็น,กลั่นตัวจนควบแน่นและก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนเมฆที่แผ่ตัวต่ำปกคลุมทั่วท้องฟ้าจนมาถึงความสูงเกิน 20 กม. ในขณะที่อากาศซึ่งลอยตัวสูงขึ้นจนมาถึงจุดที่กลั่นตัวเป็นหยดน้ำ, เม็ดหยดน้ำและน้ำแข็งก่อตัวและเริ่มตกลงครอบคลุมระยะทางไกลผ่านก้อนเมฆแล้วจึงตกลงสู่ผืนโลก ในขณะที่เม็ดฝนตกลงมานั้นมันปะทะกันกับเม็ดฝนอื่นและเริ่มใหญ่ขึ้นๆ

Continue Reading

พายุหมุนเขตร้อน

พายุหมุนเขตร้อน เป็นพายุที่ได้พัฒนามาจากศูนย์กลางของหย่อมความกดอากาศต่ำโดยทั่วไปรูปแบบพายุหมุนเขตร้อนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นกับความสัมพันธ์กับน้ำอุ่น โดยพายุจะได้รับพลังงานผ่านการระเหยของน้ำบริเวณพื้นผิวมหาสมุทร ซึ่งในที่สุดน้ำเหล่านั้นจะควบแน่นอีกครั้งและเข้าไปอยู่ในกลุ่มเมฆและฝน เมื่ออากาศชื้นและความเย็นอิ่มตัว ซึ่งแหล่งพลังงานนี้จะแตกต่างกับพายุหมุนละติจูดกลาง ตัวอย่างเช่น นอร์อิสเทิร์น และพายุลมยุโรป ซึ่งได้รับพลังพลักดันหลักจากความแตกต่างของอุณหภูมิในแนวนอน โดยลมหมุนวนรอบอย่างรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนนั้นเป็นผลมาจากการอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุม ซึ่งเกิดจากสภาวะการหมุนรอบตัวเองของโลก ขณะที่อากาศไหลเข้ามาสู่แกนกลางของการหมุนนอกจากลมแรงและฝนตก พายุหมุนเขตร้อนมีความสามารถในการสร้างคลื่นสูง และก่อให้เกิดความเสียหายจากน้ำขึ้นจากพายุ และทอร์นาโด ซึ่งมักจะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่พายุอยู่บนแผ่นดิน เนื่องจากถูกตัดขาดจากแหล่งพลังงานหลักของมัน จากเหตุผลนี้ ทำให้บริเวณชายฝั่งทะเล มักมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากพายุหมุนเขตร้อนมากกว่า เมื่อเทียบกับในแผ่นดิน อย่างไรก็ตามในแผ่นดินเองก็เกิดความเสียหายได้จากน้ำท่วมบนแผ่นดิน จากฝนตกหนัก และน้ำขึ้นจากพายุสามารถก่อให้เกิดน้ำท่วมบนแผ่นดินได้กว้างถึง 40 กิโลเมตร จากชายฝั่งทะเล แม้ว่าพายุหมุนเขตร้อนจะส่งผลกระทบต่อประชากรมนุษย์มหาศาล แต่พายุยังสามารถช่วยบรรเทาภาวะภัยแล้งได้ความรุนแรง”ของพายุ หมายถึง ความเร็วลมสูงสุดของพายุ ซึ่งจะตรวจวัดเฉลี่ยใน 1 นาที หรือ 10 นาทีเป็นมาตรฐาน โดยอ้างอิงที่ความสูง 10 เมตร ตัวเลือกของการวัดลมโดยเฉลี่ย รู้จักกันดีในชื่อ การจัดระดับพายุ

Continue Reading

สึนามิที่สูงที่สุดในโลก

บนโลกเรานั้นมีภัยธรรมชาติมากมายที่พร้อมจะคร่าชีวิตผู้คนบนโลก แต่ก็มีบางเหตุการณ์ที่นับว่ามนุษย์โชคดีอย่างมากที่เจอกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและแถบจะไม่มีผู้เสียชีวิตเลย เหตุการณ์ของคลื่นสึนามิที่สูงที่สุดในโลก ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของภัยธรรมชาติของโลก สึนามิดังกล่าวมีความสูงกว่าตึกเอ็มไพร์สเตทถึง 2 เท่า ความสูงของคลื่นที่บันทึกได้คือ 545 เมตร ย้อนกลับไปวันที่ 9 กรกฎาคม ปี 1958 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.7 – 7.8 แมกนิจูด ศูนย์กลางใกล้ๆกับอ่าวลิทูย่า รัฐแอลาสก้า ประเทศสหรัฐอเมริกา แรงสั่นสะเทือนบริเวณเทือกเขาของอ่าวก่อให้เกิดการถล่มของแผ่นดิน หินและดินบนภูเขาขนาดราว 915 เมตรถล่มลงสู่อ่าวเบื้องล่างที่ความสูง 230 เมตร การถล่มดังกล่าวก่อให้เกิดการย้ายมวลน้ำมหาศาล ท่วมบริเวณฝั่งโดยรอบอ่าว ต้นไม้ถูกกวาดเรียบและคลื่นยังกระจายซัดถล่มชายฝั่งรอบๆอ่าวด้วย นับว่าโชคดีที่สึนามิครั้งก่อเกิดความเสียหายในวงแคบเท่านั้น เนื่องจากอ่าวลิทูย่าเป็นอ่าวแคบ และเป็นจุดที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ซึ่งในเหตุการณ์มีผู้ประสบเหตุราว 6 คน คือคู่พ่อลูกที่อยู่ในจุดที่ใกล้คลื่นยักษ์ที่สุด เรือพวกเขาถูกคลื่นซัดเกยขึ้นไปบนเขา แม้ว่าภัยธรรมชาติครั้งนี้จะกินเวลารวดเร็ว แต่มีความรุนแรงมหาศาลถ้าหากว่าคลื่นนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองใหญ่ มีประชากรอาศัยอยู่มาก ก็อาจเกิดความเสียชีวิตและทรัพย์สินมากกว่านี้ก็ได้ แม้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นอีกซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญต้องเฝ้าระวังแผ่นหินที่มีแนวโน้มว่าจะถล่มลงอ่าว ทั้งนี้สึนามิที่เกิดแผ่นดินถล่มนั้นเกิดจากแผ่นหินขนาดใหญ่มากพอที่จะสามารถย้ายมวลน้ำอย่างรวดเร็วและรุนแรง  

Continue Reading

ธรรมชาติสุดโหด ตอน หิมะ

หิมะ เป็นรูปหนึ่งของการตกลงมาของน้ำจากบรรยากาศ อยู่ในรูปของผลึกน้ำแข็งจำนวนมากเรียก เกล็ดหิมะ จับตัวรวมกันเป็นก้อน ดังนั้นหิมะจึงมีเนื้อที่หยาบเป็นเกล็ด และมีโครงสร้างที่กลวงจึงมีความนุ่มเมื่อสัมผัส หิมะนั้นเกิดจากละอองน้ำเกิดการเกาะรวมตัวกันในชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำว่า 0 °C (32 °F) และตกลงมา นอกจากนี้หิมะยังสามารถผลิตได้จากเครื่องสร้างหิมะเทียม (snow cannon)ความสมมาตรของส่วนที่ยื่นออกมาของเกล็ดหิมะนั้น จะเป็นสมมาตรแบบหกด้านเสมอ เนื่องมาจากเกล็ดน้ำแข็งปกตินั้นมีโครงสร้างผลึกหกเหลี่ยม (หรือที่รู้จักกันในชื่อ ice Ih) บนระนาบฐาน (basal plane) คำอธิบายถึงความสมมาตรของเกล็ดหิมะนั้นโดยทั่วไป มีอยู่ 2 คำอธิบาย คือ อาจเป็นไปได้ที่จะมีการสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างส่วนที่ยื่นออกของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของแต่ละก้านนั้นส่งผลถึงกัน ตัวอย่างของรูปแบบที่ใช้ในการสื่อสารนั้นอาจเป็น ความตึงผิว หรือ โฟนอน (phonon) คำอธิบายที่สองนี้จะค่อนข้างแพร่หลายกว่า คือ แต่ละก้านของเกล็ดหิมะนั้นจะงอกออกโดยไม่ขึ้นแก่กัน ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิ ความชื้น และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเทียบกับขนาดของเกล็ดหิมะแล้วเชื่อว่าสภาพแวดล้อมจะมีสภาพที่เหมือนกันในช่วงขนาดสเกลของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของก้านในแต่ละด้านนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหมือนกัน จึงทำให้ลักษณะการงอกออกนั้นเหมือนกัน ในลักษณะเดียวกับที่รูปแบบการเติบโตของวงแหวนอายุในแกนของต้นไม้ในสภาพแวดล้อมเดียวกันจะมีรูปร่างเหมือน ๆ กัน ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่ระดับสเกลใหญ่กว่าเกล็ดหิมะนั้นส่งผลให้รูปของเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ดนั้นมีรูปร่างที่แตกต่างกัน และหิมะเกิดจากการละอองน้ำในอากาศที่แปรสภาพเป็นของแข็งเพราะอุณหภูมิต่ำ

Continue Reading

หมอกอันทำให้เกิดความอันตราย

ต้องบอกเลยว่าเป็นภัยพิบัติที่อันตรายสร้างความเดือดร้อนให้กับทุกคนเป็นอย่างมากมาย วันนี้เรามาเล่าเรื่องของหมอกกันนะครับ  หมอกเป็นตัวการสำคัญตัวหนึ่งในการลดประสิทธิภาพการมองเห็น ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในทางคมนาคมเช่น เรือ เครื่องบิน รถไฟ และรถยนต์ โดยส่วนมากหมอกทำให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะไม่สามารถมองเห็นซึ่งกันและกันทำให้เกิดการชนหรือปะทะขึ้น อุบัติเหตุอันมีสาเหตุมาจากหมอกหรือทัศนวิสัยไม่ดีเช่น 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 เครื่องบินรุ่น บี-25 มิตเชลล์ พุ่งชนเข้ากับตึกเอ็มไพร์สเตตเพราะหมอกลงจัด[ต้องการอ้างอิง] 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1956 เกิดการชนปะทะกันของเรือเดินสมุทร เอสเอสแอนเดรียโดเรีย กับ เอ็มเอสสตอกโฮล์ม  ซึ่งแม้ว่าเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่จะสามารถทราบตำแหน่งของหมอกได้จากเรดาร์ รถยนต์เองก็มีไฟตัดหมอกเพื่อให้เห็นทางและขับเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะบนทางหลวงหรือทางด่วนที่มียานพาหนะมากมายและส่วนใหญ่ก็ใช้ความเร็วสูง เมื่อมีหมอกลงจัดจนไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วผู้ขับขี่อาจจะพบกับอุบัติเหตุแบบฉับพลัน ซึ่งพาหนะที่ตามมาก็เช่นกันทำให้เกิดการชนกันไปเป็นทอด ๆ เช่นที่เกิดกับทางหลวงพิเศษระหว่างรัฐหมายเลข 4 เมื่อวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 2008 ซึ่งทำให้มีรถชนกันถึง 70 คัน หมอกมักจะเป็นอันตรายอันดับต้น ๆ ในทางการบิน และมักเป็นอุปสรรคในการลงจอดและบินขึ้นของเครื่องบิน ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและจากระบบอุปกรณ์ช่วยในการลงจอด โดยเฉพาะดวงไฟตามแนวรันเวย์ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงตำแหน่งของรันเวย์ทำให้นักบินสามารถประเมินสภาพแวดล้อมในการลงจอดได้ด้วยนะแจ๊ะ

Continue Reading

ธรรมชาติสุดโหด ตอน ลูกเห็บ

วันนี้เราของนำเสนอเรื่องของ ลูกเห็บ ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจเลยทีเดียวในวันนี้ อย่างที่บอก ลูกเห็บ เป็นก้อนน้ำลักษณะเหมือนน้ำแข็ง เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรของน้ำ โดยตกลงมาจากบรรยากาศในรูปของแข็ง โดยจะมีรูปร่างเป็นก้อนน้ำแข็งรูปร่างไม่แน่นอน เกิดจากละอองหยาดฝนซึ่งเย็นแบบยิ่งยวด (ยังอยู่ในสภาพของเหลวที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง) ในเมฆฝน ปะทะกับวัตถุแข็ง เช่น ผงฝุ่น หรือ ก้อนลูกเห็บที่เกาะตัวอยู่ก่อนแล้ว และแข็งตัวเกาะรอบวัตถุนั้น ๆ เป็นก้อนลูกเห็บ ก้อนลูกเห็บนี้อาจลอยตัวก่อเป็นก้อนอยู่เบื้องบนเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนจะตกลงมา เนื่องจากลมที่พัดพาอยู่เบื้องบน ดังนั้นลูกเห็บอาจเกาะตัวจนเป็นก้อนใหญ่มีน้ำหนักเกินกว่าที่ลมจะพัดให้ลอยอยู่ได้และตกลงมา ฝนลูกเห็บมักจะมากับ พายุฝนที่รุนแรง และมักจะมีอากาศเย็น โดยที่อุณหภูมิของชั้นอากาศที่อยู่สูงนั้นเย็นกว่าอากาศที่อยู่ต่ำมาก ลูกเห็บขนาดเล็กจะถูกพัดพาสะท้อนขึ้นลงอยุ่ระหว่างชั้นบรรยากาศที่อากาศเย็นและร้อน เนื่องจากการลอยตัวขึ้นของอากาศร้อนและแรงดึงดูดของโลก ลูกเห็บที่ลอยตัวอยู่นานก็จะมีขนาดใหญ่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ลูกเห็บขนาดใหญ่ก็อาจเกิดขึ้นได้ในเขตที่มีอากาศร้อน เนื่องมาจากการลอยตัวขึ้นที่รุนแรงของอากาศร้อน และยังสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูร้อนอีกด้วยลูกเห็บส่วนใหญ่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร สถิติของลูกเห็บที่หนักที่สุดในโลกนั้น ตกที่ เมืองคอฟฟีย์วิลล์ (Coffeyville) รัฐแคนซัส ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2513 โดยหนักถึง 770 กรัม (หรือ 1.7 ปอนด์) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 14.5 เซนติเมตร

Continue Reading